รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยการข่าวแจ้ง ม็อบแดงมีการเตรียมถุงอึ-ฉี่ไว้ปาใส่ทำเนียบฯ-สถานที่ราชการ ให้อับอาบไปทั่วโลก เชื่อ เชื่อ 12 มี.ค.เริ่มรุนแรง เตือนผู้มาชุมนุมพกบัตรประชาชน...
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ว่า ที่ประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยประเมินว่าความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะแยกปฏิบัติการเป็นหลายสาย สรุปเป็น 2 กลุ่มใหญ่ 1. ประกาศดำเนินการเปิดเผย โดยมี นปช.เป็นแกนนำ 2. กลุ่มที่ไม่เปิดเผย โดยดำเนินการชุมนุมแบบคู่ขนาน ซึงแนวทางของกลุ่มแรก คือ ให้ชีวิตของคน กทม.เปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติสุขได้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ โดยจะมีการปิดทางเข้าออก กทม. ทำให้ กทม.เป็นอัมพาต ที่ประชุมเชื่อว่าการชุมนุม 12 มี.ค. มีแนวโน้มรุนแรงชัดเจน เพราะแกนนำประกาศให้นำยานพาหนะต่าง ๆ เข้า กทม. เพื่อนำสู่การเจรจากับบุคคลระดับสูงเรียกร้องให้นายกฯลาออก หรือยุบสภา
ส่วนการดำเนินการของกลุ่มที่ไม่เปิดเผย นั้น นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า มีรายงานข่าวกรองบอกว่าจะมีการวางระเบิด 2 จุดใหญ่ และขว้างระเบิดในพื้นที่หลายจุดเป็นดาวกระจาย และได้รับแจ้งจากการข่าวจากต่างประเทศแจ้งเตือนประเทศไทยว่าให้ระวังเรื่อง การก่อวินาศกรรม ซึ่งตรงกับข่าวของไทยเช่นกัน และนอกจากนี้จะปิดล้อมสถานที่ราชการ จับตัวบุคคลสำคัญของประเทศ ทั้งนี้มาตรการที่รัฐบาลทำคือจำเป็นต้องประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้มวลชนเอารถเข้า กทม. โดยจะหาที่จอดรถชานเมืองให้ และมีรถสาธารณะมาบริการ ในส่วนรถอีแต๋น ได้เตือนว่าไม่สามารถมาวิ่งในถนนได้ ส่วนรถกระบะ จะตรวจสอบไม่ให้ทะเบียนต่างจังหวัดเข้ามาใน กทม.
รอง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวยืนยันว่ารัฐบาลไม่ใช่คู่แข่งของคนเสื้อแดง แต่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีชีวิตปกติสุข เตือนผู้ชุมนุมว่าการมาชุมนุมขอให้พกบัตรประชาชนด้วย เพราะจะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาชุมนุมด้วย ซึ่งมีแนวโน้มควบคุมได้ยาก จึงจำเป็นต้องตรวจบัตรประชาชนของผู้ชุมนุม ทั้งนี้ขอให้ประชาชนช่วยติดตามความเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องการให้ประชาชนเป็นคู่ต่อสู้กับผู้ชุมนุม เพียงให้แจ้งเตือนหากเกิดปัญหารัฐบาลจะเข้ามาดูแลให้
นอกจาก นี้ ยังได้รับรายงานว่ามีแกนนำเสื้อแดงได้ชักชวนให้ประชาชนในต่างจังหวัดนำถุงดำติดตัวมาด้วย เวลาถ่ายปัสสาวะและอุจจาระให้ใส่ถุง เพื่อขว้างใส่สถานที่ราชการ ทำเนียบรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นที่อับอายไปทั่วโลก หากทำเนียบถูกขว้างด้วยถุงปัสสาวะ และอุจจาระเป็นหมื่นถุง จะทำอยางไร จึงได้ให้ กทม.เตรียมรถน้ำ และรถดับเพลิงให้พร้อมทำความสะอาด และขอให้ประชาชนใกล้สถานที่ชุมนุม ให้เตรียมน้ำทำความสะอาดด้วย ขอเตือนไปยังเสื้อแดงว่าการกระทำนี้จะนำสู่โรคระบาดที่จะตามได้ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ขอให้หลีกเลี่ยงต่อพฤติกรรมดังกล่าวด้วย
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ลากคอช่างไฟ ขืนใจ-ชิงเงินสาวข้างห้องอ้าง-ตกงานแถมเมียหนี
ตำรวจ สน.เพชรเกษม ลากคอช่างไฟหื่นดำเนินคดี หลังก่อเหตุข่มขืนชิงทรัพย์เหยื่อสาวออฟฟิศที่พักอยู่ห้องติดกันเมื่ออาทิตย์ ที่แล้ว สารภาพทั้งตกงานทั้งถูกเมียทิ้งไม่มีเงินกินข้าว ใช้มีดงัดห้องผู้เสีย หายเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน แต่เหยื่อสาวโชคร้ายกลับมาพอดี เลยจับขืนใจระบายอารมณ์เปลี่ยวที่คั่งค้าง
เหตุจับช่างไฟฟ้าหื่นกามครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 พ.ย. พ.ต.อ.อนุชา อ่วมเจริญ ผกก.สน. เพชรเกษม นำกำลังจับกุมนายเชาว์ลิต เหี่ยงมณี อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20/2 หมู่ 8 ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ได้ที่ปากทางเข้าวัดกำแพงใต้ หมู่ 8 ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยกล่าวหาว่า ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้อาวุธและกำลังขู่เข็ญ ข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยมีอาวุธ และชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีอาวุธ ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 23 พ.ย.52
สืบเนื่องมาจากช่วงบ่ายวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อุ๋ม (นามสมมติ) อายุ 27 ปี พนักงานธุรการบริษัทแห่งหนึ่ง พักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านบางแค เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สมนึก ห่านทองสุขศรี พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.เพชรเกษม ว่า ขณะกลับเข้าห้องพักพบประตูห้องถูกงัด เลยรีบเข้าไปสำรวจทรัพย์สิน แต่ถูกคนร้ายที่ซ่อนอยู่ในห้อง จำได้ว่าเป็นนายเชาว์ลิตพักอยู่ห้องติดกัน ใช้มีดปลายแหลมยาวประมาณ 10 นิ้ว จี้ที่คอบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออก ก่อนที่นายเชาว์ลิตจะใช้กำลังข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง
น.ส.อุ๋มให้การต่อว่า ระหว่างถูกข่มขืนนายเชาว์ลิตไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกัน หนำซ้ำยังแสดงความวิปริตเอาอวัยวะเพศออกมาหลั่งน้ำอสุจิใส่มือตนอีกด้วย เมื่อเสร็จกิจแล้วนายเชาว์ลิตจับตนมัดมือไพล่หลังด้วยสายต่อเครื่องเล่นดีวีดี มัดที่ข้อเท้าด้วยสายต่อคอมพิวเตอร์ ลากไปขังไว้ในห้องน้ำ ก่อนหลบหนีไปโดยหยิบเงินสด 1,500 บาท จากกระเป๋าสะพายตนไปด้วย ส่วนตนพยายามแก้มัด และรีบโทรศัพท์บอกเพื่อนสนิทให้พาเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน
ขณะที่นายเชาว์ลิตให้การรับสารภาพ เคยเป็นช่างรับเหมาทำไฟฟ้าตามอาคารต่างๆ ภายหลังตกงานต้องพาเมียมาอาศัยอยู่ในห้องน้องเมีย ซึ่งติดกับห้องผู้เสียหาย จากนั้นใช้ชีวิตไปวันๆไม่ได้หางานใหม่ จนเมียทนไม่ไหวชวนน้องหอบเสื้อผ้าหนีไปทั้งคู่ ทิ้งตนอยู่ห้องเพียงลำพังมาเกือบ 1 เดือน ก่อนเกิดเหตุไม่มีเงินกินข้าว จึงรอให้ ผู้เสียหายออกไปทำธุระ ก่อนใช้มีดฟันขอบประตูห้องงัดเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน แต่ผู้เสียหายย้อนกลับมาที่ห้อง จึงใช้มีดบังคับขืนใจไป 1 ครั้ง แล้วค้นเอาเงินของผู้เสียหายที่อยู่ในกระเป๋าสะพายหลบหนี ก่อนถูกจับกุมขณะหนีไปกบดานที่บ้านเกิด จ.ราชบุรี
เหตุจับช่างไฟฟ้าหื่นกามครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 พ.ย. พ.ต.อ.อนุชา อ่วมเจริญ ผกก.สน. เพชรเกษม นำกำลังจับกุมนายเชาว์ลิต เหี่ยงมณี อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20/2 หมู่ 8 ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ได้ที่ปากทางเข้าวัดกำแพงใต้ หมู่ 8 ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยกล่าวหาว่า ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้อาวุธและกำลังขู่เข็ญ ข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยมีอาวุธ และชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีอาวุธ ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 23 พ.ย.52
สืบเนื่องมาจากช่วงบ่ายวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อุ๋ม (นามสมมติ) อายุ 27 ปี พนักงานธุรการบริษัทแห่งหนึ่ง พักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านบางแค เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สมนึก ห่านทองสุขศรี พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.เพชรเกษม ว่า ขณะกลับเข้าห้องพักพบประตูห้องถูกงัด เลยรีบเข้าไปสำรวจทรัพย์สิน แต่ถูกคนร้ายที่ซ่อนอยู่ในห้อง จำได้ว่าเป็นนายเชาว์ลิตพักอยู่ห้องติดกัน ใช้มีดปลายแหลมยาวประมาณ 10 นิ้ว จี้ที่คอบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออก ก่อนที่นายเชาว์ลิตจะใช้กำลังข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง
น.ส.อุ๋มให้การต่อว่า ระหว่างถูกข่มขืนนายเชาว์ลิตไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกัน หนำซ้ำยังแสดงความวิปริตเอาอวัยวะเพศออกมาหลั่งน้ำอสุจิใส่มือตนอีกด้วย เมื่อเสร็จกิจแล้วนายเชาว์ลิตจับตนมัดมือไพล่หลังด้วยสายต่อเครื่องเล่นดีวีดี มัดที่ข้อเท้าด้วยสายต่อคอมพิวเตอร์ ลากไปขังไว้ในห้องน้ำ ก่อนหลบหนีไปโดยหยิบเงินสด 1,500 บาท จากกระเป๋าสะพายตนไปด้วย ส่วนตนพยายามแก้มัด และรีบโทรศัพท์บอกเพื่อนสนิทให้พาเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน
ขณะที่นายเชาว์ลิตให้การรับสารภาพ เคยเป็นช่างรับเหมาทำไฟฟ้าตามอาคารต่างๆ ภายหลังตกงานต้องพาเมียมาอาศัยอยู่ในห้องน้องเมีย ซึ่งติดกับห้องผู้เสียหาย จากนั้นใช้ชีวิตไปวันๆไม่ได้หางานใหม่ จนเมียทนไม่ไหวชวนน้องหอบเสื้อผ้าหนีไปทั้งคู่ ทิ้งตนอยู่ห้องเพียงลำพังมาเกือบ 1 เดือน ก่อนเกิดเหตุไม่มีเงินกินข้าว จึงรอให้ ผู้เสียหายออกไปทำธุระ ก่อนใช้มีดฟันขอบประตูห้องงัดเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน แต่ผู้เสียหายย้อนกลับมาที่ห้อง จึงใช้มีดบังคับขืนใจไป 1 ครั้ง แล้วค้นเอาเงินของผู้เสียหายที่อยู่ในกระเป๋าสะพายหลบหนี ก่อนถูกจับกุมขณะหนีไปกบดานที่บ้านเกิด จ.ราชบุรี
สธ.เผยปี 51 พบชายขายบริการ-นศ.ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น
กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจความชุกการติดเชื้อเอชไอวีประจำปี 2551 ในประชากร 8 กลุ่ม พบส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง ยกเว้นชายขายบริการและนักศึกษาที่มาบริจาคโลหิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (26 ก.ย.) ว่า สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีของประเทศ โดยวิธีการสุ่มสำรวจในประชากรกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มผู้บริจาคโลหิต ผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น หญิงฝากครรภ์ ชายที่มาตรวจรักษากามโรค และหญิงขายบริการทางเพศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนพัฒนาการป้องกันควบคุมแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขตและระดับประเทศ ในปี 2551 ได้สำรวจในกลุ่มผู้บริจาคโลหิตทั้งหมด 77,791 ตัวอย่าง ผู้ติดยาเสพติด 202 ตัวอย่าง หญิงฝากครรภ์ 62,601 ตัวอย่าง ชายที่มาตรวจรักษากามโรค 1,071 ตัวอย่าง หญิงขายบริการทางเพศตรง 4,932 ตัวอย่าง และหญิงขายบริการทางเพศแฝง 10,551 ตัวอย่าง
นอกจากนี้ ยังขยายผลไปยังกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อกลุ่มใหม่ๆ ได้แก่ ชายขายบริการทางเพศ ชาวประมง และแรงงานต่างชาติด้วย
นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ผลการเฝ้าระวังพบกลุ่มหญิงที่มาฝากครรภ์ ติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 0.72 ลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ในภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานตอนล่าง และภาคใต้ตอนล่าง ยังมีการติดเชื้อสูงกว่าภาพรวมของประเทศ ในกลุ่มหญิงขายบริการทางเพศตรง ติดเชื้อลดลงเป็นร้อยละ 4.67 หญิงขายบริการทางเพศแฝง ลดลงเป็นร้อยละ 2.64 โดยภาคเหนือพบหญิงขายบริการทางเพศตรงติดเชื้อมากสุด ร้อยละ 6.06 และภาคกลางพบหญิงขายบริการทางเพศแฝงติดเชื้อมากสุด ร้อยละ 3.12
ส่วนกลุ่มผู้บริจาคโลหิต แม้จะพบการติดเชื้อลดลงเป็นร้อยละ 0.18 แต่ในกลุ่มผู้บริจาคที่เป็นนักศึกษา พบว่ามีการติดเชื้อร้อยละ 0.5 เพิ่มขึ้นกว่าปี 2550 ถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกลุ่มชายขายบริการทางเพศ ที่มีแนวโน้มติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.21 ซึ่งสูงเป็นลำดับ 2 รองจากกลุ่มผู้ติดยาเสพติด
ประเด็นที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่มหญิงขายบริการทางเพศ ขณะนี้มีการขายบริการที่ไม่ได้อยู่เฉพาะในสถานบริการเท่านั้น (หญิงขายบริการทางเพศแฝง)
ทั้งนี้ จากการวิจัยของศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข พบว่ากลุ่มหญิงขายบริการทางเพศแฝงมีการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่ากลุ่มที่สังกัดสถานบริการ โอกาสถ่ายทอดเชื้อไปสู่ชายนักเที่ยวสูง นำไปสู่การติดเชื้อในหญิงมีครรภ์และส่งผลกระทบต่อครอบครัวได้ในที่สุด จึงควรส่งเสริมมาตรการการใช้ถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์ในการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการ ส่วนกลุ่มชายขายบริการทางเพศ ควรเร่งรัดป้องกันมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยกลุ่มเครือข่าย ผู้ที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจประชากรกลุ่มนี้มาช่วยดำเนินการในเชิงรุกเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการจัดบริการให้เหมาะสมตามสภาวะปัจจุบัน
สำหรับกลุ่มที่แนวโน้มการติดเชื้อคงที่ ได้แก่ กลุ่มแรงงานต่างชาติ พบร้อยละ 1.24 กลุ่มชาวประมง พบร้อยละ 2.5 และกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด พบร้อยละ 48.15 ซึ่งแม้จะพบการติดเชื้อคงที่แต่เป็นอัตราที่สูงมากเป็นอันดับ 1 โดยสถานการณ์โรคเอดส์ตั้งแต่ พ.ศ. 2527-สิงหาคม 2552 มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 354,000 ราย เสียชีวิต 94,848 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 63 อายุ 25-39 ปี ในรอบ 8 เดือนปี 2552 นี้มีรายงานป่วย 1,980 ราย เสียชีวิต 425 ราย
นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (26 ก.ย.) ว่า สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีของประเทศ โดยวิธีการสุ่มสำรวจในประชากรกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มผู้บริจาคโลหิต ผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น หญิงฝากครรภ์ ชายที่มาตรวจรักษากามโรค และหญิงขายบริการทางเพศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนพัฒนาการป้องกันควบคุมแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขตและระดับประเทศ ในปี 2551 ได้สำรวจในกลุ่มผู้บริจาคโลหิตทั้งหมด 77,791 ตัวอย่าง ผู้ติดยาเสพติด 202 ตัวอย่าง หญิงฝากครรภ์ 62,601 ตัวอย่าง ชายที่มาตรวจรักษากามโรค 1,071 ตัวอย่าง หญิงขายบริการทางเพศตรง 4,932 ตัวอย่าง และหญิงขายบริการทางเพศแฝง 10,551 ตัวอย่าง
นอกจากนี้ ยังขยายผลไปยังกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อกลุ่มใหม่ๆ ได้แก่ ชายขายบริการทางเพศ ชาวประมง และแรงงานต่างชาติด้วย
นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ผลการเฝ้าระวังพบกลุ่มหญิงที่มาฝากครรภ์ ติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 0.72 ลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ในภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานตอนล่าง และภาคใต้ตอนล่าง ยังมีการติดเชื้อสูงกว่าภาพรวมของประเทศ ในกลุ่มหญิงขายบริการทางเพศตรง ติดเชื้อลดลงเป็นร้อยละ 4.67 หญิงขายบริการทางเพศแฝง ลดลงเป็นร้อยละ 2.64 โดยภาคเหนือพบหญิงขายบริการทางเพศตรงติดเชื้อมากสุด ร้อยละ 6.06 และภาคกลางพบหญิงขายบริการทางเพศแฝงติดเชื้อมากสุด ร้อยละ 3.12
ส่วนกลุ่มผู้บริจาคโลหิต แม้จะพบการติดเชื้อลดลงเป็นร้อยละ 0.18 แต่ในกลุ่มผู้บริจาคที่เป็นนักศึกษา พบว่ามีการติดเชื้อร้อยละ 0.5 เพิ่มขึ้นกว่าปี 2550 ถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกลุ่มชายขายบริการทางเพศ ที่มีแนวโน้มติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.21 ซึ่งสูงเป็นลำดับ 2 รองจากกลุ่มผู้ติดยาเสพติด
ประเด็นที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่มหญิงขายบริการทางเพศ ขณะนี้มีการขายบริการที่ไม่ได้อยู่เฉพาะในสถานบริการเท่านั้น (หญิงขายบริการทางเพศแฝง)
ทั้งนี้ จากการวิจัยของศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข พบว่ากลุ่มหญิงขายบริการทางเพศแฝงมีการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่ากลุ่มที่สังกัดสถานบริการ โอกาสถ่ายทอดเชื้อไปสู่ชายนักเที่ยวสูง นำไปสู่การติดเชื้อในหญิงมีครรภ์และส่งผลกระทบต่อครอบครัวได้ในที่สุด จึงควรส่งเสริมมาตรการการใช้ถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์ในการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการ ส่วนกลุ่มชายขายบริการทางเพศ ควรเร่งรัดป้องกันมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยกลุ่มเครือข่าย ผู้ที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจประชากรกลุ่มนี้มาช่วยดำเนินการในเชิงรุกเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการจัดบริการให้เหมาะสมตามสภาวะปัจจุบัน
สำหรับกลุ่มที่แนวโน้มการติดเชื้อคงที่ ได้แก่ กลุ่มแรงงานต่างชาติ พบร้อยละ 1.24 กลุ่มชาวประมง พบร้อยละ 2.5 และกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด พบร้อยละ 48.15 ซึ่งแม้จะพบการติดเชื้อคงที่แต่เป็นอัตราที่สูงมากเป็นอันดับ 1 โดยสถานการณ์โรคเอดส์ตั้งแต่ พ.ศ. 2527-สิงหาคม 2552 มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 354,000 ราย เสียชีวิต 94,848 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 63 อายุ 25-39 ปี ในรอบ 8 เดือนปี 2552 นี้มีรายงานป่วย 1,980 ราย เสียชีวิต 425 ราย
วิตกเยาวชนไทยติดเอดส์เพิ่ม แถมสอบตกเรื่องเพศสัมพันธ์
เผยข้อมูลน่าตระหนกเยาวชน 32.4% มองการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งเป็นเรื่องปกติ มีคู่นอนชั่วคราว รวมถึงสวิ้งกิ้ง ขายบริการทางเพศมีจำนวนมากขึ้น แต่ใช้ถุงยางแค่ครึ่งเดียว วัยรุ่นกรุงเทพฯติดเอดส์ 1.6%...
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่โรงแรมแม็กซ์ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "เพศเพื่อเด็กและเยาวชน: รักใคร่และเรียนรู้ รุ่นที่ 2" มีนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 เข้าร่วมเกือบ 100 คน
นายอานัติ แย้มอยู่ ผอ.กลุ่มการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิเด็ก สท.กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชน 32.4% มองการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งเป็นเรื่องปกติ การมีคู่นอนชั่วคราว รวมถึงการสวิ้งกิ้ง การขายบริการทางเพศโดยเต็มใจมีจำนวนมากขึ้น ทั้งยังพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม มีแนวโน้มที่สูงขึ้น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในหมู่เด็กเยาวชนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเหล้าปั่น
นอกจากนี้ยังพบเด็กอายุ 6-18 ปีเกือบ 800,000 คนมีปัญหาทางสุขภาพจิต ตั้งแต่วิตกจริต เครียดจนถึงคิดฆ่าตัวตาย น่าวิตกอย่างยิ่ง การใช้สารเสพติดก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกปี รวมไปถึงวัยรุ่นที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ ก็มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยครอบครัวรวมถึงสิ่งแวดล้อมภายนอกกระตุ้นเร้าให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ส่วนทางป้องกันนั้น นายอานัติ กล่าวว่า ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว สนับสนุนองค์กรชุมชน และการให้เด็กมีส่วนร่วมดูแลป้องกันปัญหาเยาวชน
ด้าน นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ที่ปรึกษาองค์การแพธ (PATH) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 20,000 คนต่อปี ที่น่าห่วงคือพบเด็กเยาวชนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นโรคเอดส์มากขึ้น โดยข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคโลหิตพบ 5 ใน 1,000 คนที่มาบริจาคเลือด พบการติดเชื้อเอชไอวี ในจำนวนนี้มีกลุ่มเด็กและเยาวชนด้วย รวมทั้งโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ สำรวจพบเยาวชนไทยใช้ถุงยางแค่ 50% และสอบตกเรื่องความรู้การมีเพศสัมพันธ์ และจากการที่องค์การแพธ (PATH) และเครือข่ายต่างๆ จัดโครงการเลิฟแคร์ "กล้ารัก กล้าเช็ก" โดยเปิดเป็นคลินิกให้คำปรึกษาและบริการตรวจเช็กสุขภาพทางเพศแบบครบวงจรกับวัยรุ่น พบอัตราการติดเชื้อของวัยรุ่นในกรุงเทพฯที่อายุต่ำกว่า 25ปี ติดเชื้อเอชไอวี 1.6% ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก
นพ.วัชระ กล่าวด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์นั้น เนื่องจากการค้าสมัยใหม่ที่สื่อและกระตุ้นเด็กให้มีเพศสัมพันธ์กันง่ายและมากขึ้น ทั้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต รวมถึงการที่เด็กในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอยู่กันเป็นคู่มากขึ้น ทั้งยังมีทัศนคติเดิมๆ ที่คิดว่าโรคเอดส์เป็นเรื่องของคนกลุ่มเสี่ยง แต่จริงๆ เอชไอวีอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด รวมทั้งยังมองเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องน่าอาย ทำให้ไม่กล้าเข้ารับบริการตรวจรักษา อย่างไรก็ตาม ได้พยายามขยายโครงการเลิฟแคร์ “กล้ารัก กล้าเช็ก”ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยสามารถติดต่อผ่าน Call Center โทร. 08-5340-0043 หรือผ่านเว็บไซด์ www.lovecarestation.com และสิ่งสำคัญคือการทำให้สังคมมองเรื่องเอดส์และเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ ในเชิงลบ เพื่อให้ทุกคนกล้าที่จะเข้ามาปรึกษาและรับบริการทางสาธารณสุข ให้เหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปี
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่โรงแรมแม็กซ์ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "เพศเพื่อเด็กและเยาวชน: รักใคร่และเรียนรู้ รุ่นที่ 2" มีนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 เข้าร่วมเกือบ 100 คน
นายอานัติ แย้มอยู่ ผอ.กลุ่มการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิเด็ก สท.กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชน 32.4% มองการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งเป็นเรื่องปกติ การมีคู่นอนชั่วคราว รวมถึงการสวิ้งกิ้ง การขายบริการทางเพศโดยเต็มใจมีจำนวนมากขึ้น ทั้งยังพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม มีแนวโน้มที่สูงขึ้น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในหมู่เด็กเยาวชนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเหล้าปั่น
นอกจากนี้ยังพบเด็กอายุ 6-18 ปีเกือบ 800,000 คนมีปัญหาทางสุขภาพจิต ตั้งแต่วิตกจริต เครียดจนถึงคิดฆ่าตัวตาย น่าวิตกอย่างยิ่ง การใช้สารเสพติดก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกปี รวมไปถึงวัยรุ่นที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ ก็มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยครอบครัวรวมถึงสิ่งแวดล้อมภายนอกกระตุ้นเร้าให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ส่วนทางป้องกันนั้น นายอานัติ กล่าวว่า ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว สนับสนุนองค์กรชุมชน และการให้เด็กมีส่วนร่วมดูแลป้องกันปัญหาเยาวชน
ด้าน นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ที่ปรึกษาองค์การแพธ (PATH) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 20,000 คนต่อปี ที่น่าห่วงคือพบเด็กเยาวชนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นโรคเอดส์มากขึ้น โดยข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคโลหิตพบ 5 ใน 1,000 คนที่มาบริจาคเลือด พบการติดเชื้อเอชไอวี ในจำนวนนี้มีกลุ่มเด็กและเยาวชนด้วย รวมทั้งโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ สำรวจพบเยาวชนไทยใช้ถุงยางแค่ 50% และสอบตกเรื่องความรู้การมีเพศสัมพันธ์ และจากการที่องค์การแพธ (PATH) และเครือข่ายต่างๆ จัดโครงการเลิฟแคร์ "กล้ารัก กล้าเช็ก" โดยเปิดเป็นคลินิกให้คำปรึกษาและบริการตรวจเช็กสุขภาพทางเพศแบบครบวงจรกับวัยรุ่น พบอัตราการติดเชื้อของวัยรุ่นในกรุงเทพฯที่อายุต่ำกว่า 25ปี ติดเชื้อเอชไอวี 1.6% ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก
นพ.วัชระ กล่าวด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์นั้น เนื่องจากการค้าสมัยใหม่ที่สื่อและกระตุ้นเด็กให้มีเพศสัมพันธ์กันง่ายและมากขึ้น ทั้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต รวมถึงการที่เด็กในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอยู่กันเป็นคู่มากขึ้น ทั้งยังมีทัศนคติเดิมๆ ที่คิดว่าโรคเอดส์เป็นเรื่องของคนกลุ่มเสี่ยง แต่จริงๆ เอชไอวีอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด รวมทั้งยังมองเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องน่าอาย ทำให้ไม่กล้าเข้ารับบริการตรวจรักษา อย่างไรก็ตาม ได้พยายามขยายโครงการเลิฟแคร์ “กล้ารัก กล้าเช็ก”ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยสามารถติดต่อผ่าน Call Center โทร. 08-5340-0043 หรือผ่านเว็บไซด์ www.lovecarestation.com และสิ่งสำคัญคือการทำให้สังคมมองเรื่องเอดส์และเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ ในเชิงลบ เพื่อให้ทุกคนกล้าที่จะเข้ามาปรึกษาและรับบริการทางสาธารณสุข ให้เหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)